วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

แหล่งซื้อ-ขาย LR

ซื้อ-ขาย (LR)


เว็บซื้อ - ขาย เหรียญ LR ที่ไว้ใจได้ มีดังนี้
 
1.http://www.thaiwnp.com/regislr.html
2.http://inbuyshop.com/
3.http://www.beeeshop.com/

ขอบคุณข้อมูลจาก http://thailiberty.blogspot.com

วิธีโอนเงิน

วิธีโอนเงิน Liberty Reserve ( LR )



วิธีการส่งเงิน
1. คลิ๊ก Transfer
2. ใส่รายละเอียด
3. เช็ครายละเอียดว่าถูกต้องหรือเปล่า
4. โอนเรียบร้อย
ขอบคุณข้อมูลจาก http://thailiberty.blogspot.com

วิธี Login

การ Login เข้า libertyreserve (LR) ครั้งแรก


คลิ๊กที่นี่ แล้วทำตามขั้นตอนด้านล่าง
1. Login เข้า LR
2. ระบบจะให้กรอก Verification Pin ให้กลับไปเช็คอีเมลล์
3. ในอีเมลล์จะเจอ Verification Pin ที่ระบบส่งมาให้
4. นำ Verification Pin ที่ได้มากรอกในช่อง
5. ติ๊กถูกเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
6. ระบบจะโชว์ยอดในบัญชี คลิก Login Pin เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
7. ใส่ PIN ของเราให้ถูกต้อง
8. การ Login ครั้งแรก จะต้องกรอกข้อมูลของเราเสียก่อน (ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องกรอก)
9. เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถใช้บัญชีได้ตามปกติ
10. การตั้งค่า
 
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://thailiberty.blogspot.com

วิธีสมัคร LR

 

คลิ๊กที่นี่ แล้วทำตามขั้นตอนด้านล่าง
ทุกอย่างเขียนเป็น ภาษาอังกฤษ เท่านั้น !
1.คลิกที่ Create Account
2.กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและกด แล้วกด Agree
3.ระบบจะแจ้ง รายละเอียดของบัญชีของเรา ควรจดไว้กันลืม สำคัญมาก
4.เข้าไปเช็คอีเมลล์
5.จะเจอส่วนที่เป็นเลขที่บัญชีของเรา ไว้ใช้ในการทำธุรกรรม


ขอบคุณข้อมูลจาก  http://thailiberty.blogspot.com

LR คืออะไร

LR (Liberty Reserve) คือ อะไร 


Liberty Reserve ไลเบอร์ตี้ รีเสิร์ฟ คือตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินจริงเป็นเงินออนไลน์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ธนาคารที่ทำหน้าที่เปลี่ยนเงินจริงๆ ของเราให้เป็นเงินในโลกออนไลน์ เช่น เราต้องการซื้อของในอินเทอร์เน็ต กับชาวฝรั่งอย่างนี้ แต่เราไม่มีบัตรเครดิต และฝรั่งคนนั้นก็ไม่ยอมรับการโอนเงินสดเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง แต่เขายอมรับเงินจาก Liberty Reserve  เราก็ต้องเอาเงินสดหรือเงินในธนาคารของเราไปซื้อ Liberty Reserve มาก่อนจาก เว็บไซต์ที่ทำหน้าที่ ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินออนไลน์ต่างๆ เช่น เงินไทย 35 บาท ซื้อเงิน Liberty Reserve ได้ 1 เหรียญ ดอลลาร์ คุณอยากได้เงิน Liberty Reserve จำนวน 100 เหรียญดอลล่าร์ ก็ต้องโอนเงินไปซื้อจากผู้ขาย 3500.- บาท เค้าก็จะโอนเงินดอลล่าร์ จำนวน 100 เหรียญ เข้าบัญชี Liberty Reserve ของคุณ (นั่นก็คือ เบื้องต้นคุณต้องสมัครเปิดบัญชีกับ Liberty Reserve ก่อน คล้ายๆ เราไปเปิดบัญชีกับธนาคารต่างๆ นั่นแหละ แต่ว่าที่ Liberty Reserve เราสมัครฟรี ไม่ต้องเสียเงิน และยังไม่สามารถฝากเงินเข้าได้โดยตรง ต้องซื้อเอาจากคนที่มีเงินอยู่ในบัญชีแล้วเท่านั้น) เมื่อคนขายโอนเงินเหรียญดอลล่าร์มาให้คุณ คุณก็จะมีเงินดอลล่าร์ในบัญชี Liberty Reserve ของคุณ คราวนี้ก็สามารถที่จะเอาเงินดอลล่าร์นี้ไปลงทุนใน Marketiva หรือไปซื้อของในเว็บต่างๆ ที่ยอมรับ Liberty Reserve ได้ทันที ในส่วนของ Marketiva เมื่อคุณโอนเงินไปลงทุนและได้กำไรแล้ว คุณก็สั่งถอนเงินดอลล่าร์ออกมา Marketiva ก็จะโอนเงินดอลล่าร์เข้าบัญชี Liberty Reserve ของคุณ คุณก็เอาไปขายให้กับเว็บที่รับซื้อขายแลกเปลี่ยน Liberty Reserve เป็นเงินไทย (ก็เว็บที่คุณไปซื้อเงินดอลล่าร์เค้ามานั่นแหละ) เค้าก็จะโอนเงินบาทไทยเข้าบัญชีธนาคารของคุณ ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดในขณะนั้น ซึ่งแน่นอนว่า ตอนเราซื้อเค้ามันจะแพงกว่าเค้ารับซื้อคืนประมาณ 1-2 บาท

ข้อมูลจาก http://thailiberty.blogspot.com

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Liberty Reserve (LR)

Liberty Reserve(LR) คือ ตัวกลางในการจ่ายเงิน (payment processor) และการแลกเปลี่ยนเงินในตลาดออนไลน์ (money transfer) เพื่อใช้ในการลงทุน หรือ ทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถที่จะเอาเงิน บาท (฿) ไทย ไปลงทุนกับเว็บลงทุนออนไลน์ของต่างประเทศได้โดยตรง ดังนั้น เราต้องมีบัญชี LR ก่อนจึงจะสามารถนำเงินไปลงทุนได้ ซึ่งเว็บไซค์ที่รับลงทุนออนไลน์ต่างๆ จะรับ LR เป็นสื่อกลางในการรับจ่ายเงินออนไลน์ ซึ่งก่อนเราจะลงทุน ต้อง เปิดบัญชี LR ก่อนเพื่อนำเงินบาท (฿) ไปแลกเงิน US Dollar ($) (เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ) สำหรับใช้ในการลงทุน และเมื่อเราลงทุนได้กำไรมาแล้ว ก็สามารถนำเหรียญ LR ที่ได้มาซื้อขาย แลกเปลี่ยน เหรียญ เพื่อกลับมาเป็นเงินไทย ได้ ซึ่งมีเว็บไซค์ที่รับ แลกเปลี่ยนเงินเหรียญอยู่หลายเว็บไซค์ เช่น www.liberty-exchange.com หรือจะซื้อขาย โดยตรงจาก นักลงทุนออนไลน์ ต่างๆ ทั่วไป ได้เลย
 
ข้อมูลจาก http://www.liberty-exchange.com/

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการประหยัด แบตเตอรี่ไอโฟน

เทคนิคการประหยัด แบตเตอรี่ไอโฟน
Saving techniques. IPhone battery.
สวัสดีสาวกไอโฟนทุกท่าน  หลายคนคงพบกับปัญหา เครื่องร้อน กับ แบตเตอรี่ของเครื่องไอโฟนสุดที่รักของเราหมดเร็วมาก  วันนี้เราได้ search พบ เทคนิควิธีที่จะช่วยให้ประหยัดพลังงานและลดเครื่องร้อนของไอโฟนลงได้  ทดลองมาแล้วได้ผลจริง ๆ  ก็เลยอยากนำมาแนะนำเพื่อน ๆ นำไปใช้กันนะคะ

ที่มา : www.kapook.com

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ใช้ iPhone เวลาออกมาทำงานหรือเดินทางไปไหนมาไหน คงอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบ iPhone ตัวโปรด ออกมากด ๆ จิ้ม ๆ เล่นเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, ฟังเพลง, เล่นเกมและอื่น ๆ อีกสารพัดที่มือถือตัวนี้จะทำได้เพื่อช่วยฆ่าเวลาในการเดินทาง แต่บางครั้งเราก็เล่นซะเพลิน จนลืมไปว่าแบตเตอรี่ที่มีอยู่จะใช้ได้ตลอดทั้งวันหรือไม่ ซึ่งถ้าอยู่ที่ทำงานอาจจะพกพาที่ชาร์จไปได้ แต่ถ้าอยู่นอกบ้านหรือเดินทางไปไหนไกล ๆ แล้วจะหาปลั๊กไฟสำหรับชาร์จแบตเตอรี่คงจะลำบากเอาการ  เราจึงขอเสนอ 10 วิธีประหยัดแบตเตอรี่เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน จะมีอะไรบ้างนั้นมาติดตามกันครับ

1. ปิดการใช้งาน 3G หรือเปลี่ยนมาใช้ EDGE


 การเปิดใช้งานระบบ 3G นั้นจะทำให้ใช้แบตเตอรี่มากกว่าปกติ หากไม่ต้องการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตมาก ๆ หรือในพื้นที่นั้น ๆ ไม่มีสัญญาณ 3G ลองปรับมาใช้ EDGE โดยปิดการใช้งาน 3G โดยเข้าไปที่ Settings > General > Network > Enable 3G > OFF (สำหรับ iOS 4) และสำหรับคนที่ใช้ iOS 5 (iPhone 4s) จะไม่สามารถปิดการใช้งาน 3G แล้วเลือกเป็น EDGE ได้ การปิดการใช้งาน 3G ของ iOS 5 ไปที่ Settings > General > Network > Cellular Data > OFF

2. ปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi เมื่อไม่ได้ใช้งาน

 

การใช้งาน Wi-Fi เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยประหยัดพลังงาน แทนการใช้ 3G แต่ถ้าหากบางครั้งเปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi ไว้ แล้วลืมปิด iPhone จะค้นหาสัญญาณ  Wi-Fi อยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานได้เช่นกัน วิธีการปิดการใช้งาน Wi-Fi เข้าไปที่ Settings > Wi-Fi > OFF

3. ปิด Personal Hotspot (สำหรับ iOS เวอร์ชั่น 4.3 ขึ้นไป )

Personal Hotspot หรือ Hotspot  คือ การทำให้ iPhone สามารถแชร์อินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณ Wi-Fi ให้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Notebook, Tablet หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องอื่น ๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ที่เคยต่อเน็ตกับ iPhone มีการเชื่อมต่อสัญญาณผ่าน Personal Hotspot ของเราโดยไม่รู้ตัว จึงควรปิดทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ โดยเข้าไปที่ Settings > Personal Hotspot  > OFF

4. เลือกเปิดการแจ้งเตือน (Notifications) เท่าที่จำเป็น

 การเปิด Notifications จากแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้งานบน iPhone ตลอดเวลา เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แบตหมดเร็ว ควรเลือกเปิดให้แจ้งเตือนเฉพาะที่จำเป็นโดยเลือกตั้งค่าที่แอพพลิเคชั่น เข้าไปที่ Settings > Notifications

5. ปิดการใช้ Location Service

 
 Location Service คือการอ้างอิงตำแหน่งของ iPhone ตามตำแหน่งดาวเทียม GPS หรือ Cell Site  สำหรับ Location Service  ใช้กับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการตำแหน่งจาก iPhone  ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่ แต่ก็สามารถเลือกเปิด-ปิดเฉพาะแอพพลิเคชั่นที่ต้องการได้  หากต้องการปิด เข้าไปที่ Settings > Location Services > OFF

6. ปรับระดับความสว่างของจอให้พอเหมาะกับการใช้งาน


 หน้าจอของ iPhone นั้นมีเซ็นเซอร์ที่คอยวัดแสงของสภาพแวดล้อม และปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมอัตโนมัติ แต่ในกรณีที่แบตใกล้หมดจริง ๆ  การปิดโหมดการวัดแสงและปรับแสงให้น้อยลง จะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้ดีเลยทีเดียว โดยเข้าไปปิดได้ที่ Settings > Brightness > Auto-Brightness > OFF

7. ปรับเวลาการเช็คอีเมล์ ปิด Push


 หากเราซิงค์อีเมล์กับ iPhone และเปิดระบบ Fetch  (การแจ้งเตือน Email ใหม่ที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน) โดยสามารถเลือกตั้งเวลาเช็คอีเมล์ได้ 15 นาที, 30 นาที และทุกชั่วโมง หากอีเมล์ไม่ได้สำคัญมาก อีกหนึ่งตัวเลือกก็คือเปลี่ยนการตั้งค่าเป็นแบบ Manually ซึ่งจะเช็คอีเมล์ใหม่เมื่อเปิดโปรแกรมเท่านั้น โดยเข้าไปที่ Settings > Mail, Contacts, Calendars > Fetch New Data > Fetch >  Manually

8. ปิดแอพพลิเคชั่นที่เปิดค้างใน Multitask


การปิดแอพพลิเคชั่นที่เปิดค้างไว้ เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับคนใช้ iPhone เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องได้อีกด้วย บางแอพพลิเคชั่นบน iPhone นั้นทำงานแบบ Background (โปรแกรมยังทำงานแต่ไม่แสดงหน้าจอให้เห็น) ถึงแม้เรากดปิดแอพ ฯ ไปแล้วแต่แอพฯ ก็ยังสามารถทำงานอยู่ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน วิธีการปิดแอพฯ ที่เปิดค้าง ให้กดปุ่ม Home แบบเร็ว ๆ 2 ครั้ง > จากนั้นกดที่ไอคอนของแอพฯ ค้างไว้ > และคลิกเครื่องหมายลบที่อยู่บนแอพฯ

9. ปิด Bluetooth


  การเปิด Bluetooth เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ใช้พลังงานเปลือง เพราะ Bluetooth ของ iPhone นั้นเป็นแบบ Discoverable (เปิดให้เครื่องอื่นสามารถมองเห็น iPhone ได้ตลอดเวลา) จึงควรปิดหากไม่ได้ใช้งาน โดยเข้าไปที่ Settings > General > Bluetooth > OFF

10. ปิดการซิงค์ข้อมูลกับ iCloud (สำหรับ iOS 5 เท่านั้น)


  iCloud บริการเก็บข้อมูลออนไลน์ เป็นฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 5 ซึ่งจะมีการต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เพื่อซิงค์ข้อมูลกับบริการ iCloud และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตหมดเร็ว หากไม่จำเป็นใช้งานจริง ๆ แนะนำให้ปิดไปก่อนเมื่อต้องการใช้แล้วค่อยเปิด สามารถเลือกซิงค์ข้อมูลเฉพาะแอพพลิเคชั่นที่ต้องการได้ Settings > iCloud > OFF (ปิดแอพฯ ที่ต้องการ)

          ครบแล้วสำหรับเคล็ดลับวิธีประหยัดแบต iPhone เป็นยังไงกันบ้างคะเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ส่วนจะช่วยได้จริงหรือไม่นั้น ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากจำเป็นต้องเดินทางไปไหนไกล ๆ หรือไปในที่ที่สามารถชาร์จแบตได้ แนะนำให้พกที่ชาร์จติดตัวไปด้วย หรือหากจำเป็นต้องไปในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ควรจะหาแบตเตอรี่สำรองแบบพกพาเผื่อเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อการใช้งาน iPhone ที่เพลิดเพลินและเต็มประสิทธิภาพนะคะ
 
ตอนต่อไปจะแนะแบตเตอรี่ accessory เกี่ยวกับแบตเตอรี่ของไอโฟนมาฝากกันค่ะ